About Santemako
เช้าวันแรก แสงอาทิตย์เพิ่งส่องลงทะเลขณะที่ฉันก้าวขึ้นดาดฟ้าหน้าเรือ ถือถ้วยกาแฟในมือ เงาแสงสีทองบางๆ ลากยาวบนผิวน้ำนิ่งระหว่างเกาะเคลอร์และรินคา เสียงเดียวที่ได้ยินคือเสียงไม้สักครางเบาๆ จากตัวเรือที่คลื่นซัด ไม่คิดว่าจะเงียบสงบขนาดนี้ เราเดินทางมาถึงดึกเมื่อคืนก่อน ร่างเหนื่อยล้าจากเที่ยวบินลงที่แลบวน บาโจ ลูกเรือจอดเรือไว้ในอ่าวเล็กๆ ที่พักพิงได้ดี การตื่นขึ้นมาบนเรือ Santemako รู้สึกเหมือนถูกซ่อนไว้ในหมู่เกาะ ไม่ใช่แค่ผ่านไปเฉยๆ
วันแรกเต็มๆ เราเริ่มต้นด้วยการตามหาแสงอรุณที่เกาะปาดาร์ เริ่มต้นเดินป่าแต่เช้า รองเท้าเหยียบย่ำบนหินภูเขาไฟกรอบแกรบ แต่มุมมองจากด้านบนคุ้มค่าทุกก้าวเดิน หาดทรายขาวโค้งมนล้อมรอบด้วยเนินเขาแหลมคม ช่วงสายเรากลับขึ้นเรือ แล่นต่อไปยังหมู่บ้านโคโมโด ไกด์นำทีมเล็กๆ ของเราเข้าไปในป่าแห้ง ชี้ให้ดูจิ้งจกยักษ์อาบแดดบนทางเดิน ตัวหนึ่งขู่เราใกล้ซากควายเน่า ปากอ้าเล็กน้อย ช่วงบ่ายเราว่ายน้ำที่หาดทรายชมพู ที่ซึ่งทรายมีสีชมพูอ่อนจริงๆ โดยเฉพาะเมื่อถูกคลื่นพัดขึ้นมา
Santemako มีแค่ห้องเดียว ทำให้เรามีพื้นที่ส่วนตัวทั้งเรือ เป็นคู่รักที่มาฉลองเหตุการณ์สำคัญ กับลูกเรือที่ดูแลอย่างมืออาชีพ ห้องพักอยู่ด้านท้ายเรือ มีประตูไม้หนาทึบที่กันเสียงได้ดี เตียงคู่ขนาดใหญ่พร้อมที่นอนหนานุ่ม มีไฟอ่านหนังสือเล็กๆ ติดเหนือหมอน ห้องน้ำในตัวมีแรงดันน้ำดี สำคัญมากหลังจากใช้ทั้งวันกับการเดินป่าและดำน้ำตื้น อาหารเสิร์ฟบนดาดฟ้าชั้นบน ปลาปิ้งกับน้ำจิ้มซัมบัล สลัดมะละกอ กล้วยทอด ฉันจำได้ว่านั่งคุกเข่าบนเสื่อ มองท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีส้มขณะจอดเรือใกล้เกาะคาลอง ที่ซึ่งฝูงค้างคาวผลไม้พันตัวบินออกจากรากโกงกางในยามสนธยา
วันที่สามเริ่มต้นด้วยการลอยตัวช้าๆ บนหาดทรายทาการ์ มาคัสซาร์ ดูเหมือนภาพลวงตา เกาะทรายขาวเป็นเส้นยาวโผล่จากน้ำสีน้ำเงินเข้ม เราเดินย่ำน้ำลึกถึงเข่า หัวเราะกับความรู้สึกว่าที่นี่กว้างใหญ่และว่างเปล่า แล้วแวะเกาะคาเนวะสั้นๆ แนวปะการังตกลงอย่างชัน พบฉลามหัวดำตัวเล็กใกล้กับโขดปะการัง เรือหางยาวลำเลียงเรากลับขึ้นเรือทีละกลุ่มขณะเมฆเริ่มรวมตัว ก่อนถึงท่าเรือแลบวน บาโจ ลูกเรือแพ็คกระเป๋าเราเรียบร้อย พร้อมผ้าเย็นไว้ให้เช็ดตัว










